Movie

 

ออกตัวว่าหนังเรื่องนี้ตอนแรกไม่ได้ตามข่าวมาก่อนเลยเพราะ่ส่วนตัวยังไม่เคยดูหนังของ ทาเคชิ มิอิเกะ ซักเรื่องมีแต่ได้ยินเสียงล่ำลือถึงความ "แนว" ของแก พอมาเรื่องใหม่ Sukiyaki Western Django ก็เอ๋ชื่อแปลกดีนะ ไปอ่านพรีวิวตามเว็บพอรู้ว่า เควนติน ตารันติโน่ มารับเชิญเล่นในหนังด้วยเท่านั้นแหละ เลยเกิดอาการ "เฮ้ย ต้องดูแว้ว"ว่าแล้วก็ไปหามาดูจนได้ (รู้สึกว่าจะมีมาฉายในบ้านเราด้วย) หนังจะแนวสมชื่อหรือยังไงนั้นลองอ่านกันดูได้เลยจ้า

 

 อ่ะนี่ไงเฮีย เควนติน ขาประจำหนังแนวของเรา ฮา...

 

 

คำเตือน : ข้อความต่อไปนี้อาจจะทำให้รู้เนื้อเรื่องบางส่วนและเสียอรรถรสในการชมได้
 
 

เนิ่นนานนับร้อยๆ ปีหลังจากที่ศึกดันโนอุระอันเลื่องลือ (ในปี 1185) ผ่านพ้นไป ณ หมู่บ้านเชิงเขาอันห่างไกลในญี่ปุ่น สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง เมื่อกองทหารชุดขาวแห่งเกนจิ (ตระกูลมินะโมโตะ) ภายใต้การนำของ โยชิตสึเนะ กับกองทหารชุดแดงแห่งเฮอิเกะ (ตระกูลไทระ) ภายใต้การนำของ คิโยโมริ เกิดการปะทะกันเพื่อครอบครองขุมทองลี้ลับในตำนาน เมื่อหนุ่มพเนจรนิรนามผู้มีอดีตอันขมขื่นเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้พร้อม ด้วยความแม่นปืนไร้เทียมทาน ก็กลายเป็นที่หมายปองของทั้งสองตระกูลทันที

 
ฝ่ายขาวภายใต้การนำของ พี่ปูหัวดำ...
 
 
ฝ่ายแดงภายใต้การนำของ... เฮนรี่ (เฮ้ย)

 

เรื่องย่อของหนังที่อ่านแล้วก็รู้สึกว่านี่มันหนังซามูไรสู้กันรึเปล่าหว่า ทำให้ต้องไปดูหน้าปกอีกรอบ(ซะงั้น) แต่ไม่สินี่มันหนังคาวบอยเต็มตัวเลยนี่หว่า ควงปืนยิงกันเห็นๆ แต่สิ่งที่ทำให้น่าสนใจก็ตรงนี้แหละ เพราะว่าเป็นหนังคาวบอยแต่มันดันมีฉากหลังเป็นญี่ปุ่นซะได้ บ้านเรือนการแต่งกาย ที่ออกจะญี่ปุ๊นญี่ปุ่น ถึงจะทำให้ดูเสื้อผ้ากลืนกับพวกอินเดียนแดงหรือคาวบอยไปบ้างแต่ดูดีๆ ยังไงมันก็เป็นแบบญี่ปุ่นนะ ฮา 

 

พระเอกของเรา... เก๊กเงียบตลอด

นางเอกของเรื่องกับ ครอบครัว

เริ่มเรื่องมาก็เปิดมาแบบงงๆ กับตา เควนติน ที่ออกมาพูดถึงสงครามของสองตระกูลสีแดงกับขาว อืม... ฟ้าทลายโจร ยังไงไม่รู้แฮะฮา เปิดตัวมาก็ได้ความแนวสมใจ พอเดินเรื่องเข้าก็ต้องพบกับความบ้าบิ่นของผู้กำกับที่พี่แกเอาฉากโหด มารวมกับมุขตลกร้ายได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น ฟันหัวแบะ ตัวหัก กระเทยควาย โดนยิงตัวโบ๋ อืมทำให้รู้สึกยังไงดีล่ะ โหดมันฮาคงจะได้ 

 

ฟ้าทลายโจรภาคใหม่... มั้งนะ

เรื่องภาพก็สวยงามมาก เพราะได้ผู้กำกับภาพรางวัลอย่าง โทโยมิจิ คุริตะ มาทำภาพในแบบคาวบอยแท้ๆ เลย(รู้สึกอย่างนั้นนะ) ว่ามุมนี้ชอตนี้มันต้องแบบนี้ แถมยังมีฉากคลาสสิคคาวบอยอย่าง "โดดออกหน้าต่าง" อืมยังไงมันก็หนังคาวบอยนี่นะ ฉากบ้านญี่ปุ่นต่างๆ ก็ทำได้อย่างแนบเีนียนแต่ขอบอกก่อนว่าบ้านญี่ปุ่นจริง แต่ในเรื่องมันไม่ใช่ประเทศญี่ปุ่นเนี่ยสิ!! จริงๆ แล้วถ้าดูตามในเรื่องมันเป็นเนวาด้านี่หว่าฮา แต่มีบ้านญี่ปุ่นเป็นหมู่บ้านเชียวนะแก คิดได้ไงเีนี่ยแนวเหลือเกิน (ยังไม่นับรวมที่ว่า พูดอังกฤษ แต่พากษ์ญี่ปุ่นเอาด้วยนะ)

เก๋ามากสินะนาย...

 

ป้าปืนคู่สุดเทพ (จริงๆ นะ)

ดูไปรวมๆ แล้วก็เหมือนกับจะเสียดสีคนประเทศอื่นนิดหน่อย สีขาวก็คงเหมือนคนผิวขาวไม่ผิดแน่ สีแดงก็ต้องเป็นอินเดียนแดงยังไงยังงั้น อืมทั้งเรื่องมันก็มาแนวยุคบ้าทอง ตามหาทองกันตลอดก็แค่ทองหีบเดียวยังทำให้เกิดเรื่องฆ่ากันได้ขนาดนี้ ตัวละครหลายตัวมีปมหน้าสนใจอย่างตัวเอกของเราพ่อแม่ก็โดนฆ่าตายหมดเพราะเรื่องแย่งทองกันแหง แต่สุดท้ายคนที่ได้ทองจะเป็นฝ่ายไหน หรือไม่มีใครได้ไปเลย อันนี้ขออุบไว้ไม่อยากบอกไว้ไปดูกันเอาเองนะจ๊ะ

รับดาบ!! (ด้วยมือ)

 

รับดาบ!! (ด้วยปืน)

ฝากข้อคิดไว้ซักเล็กน้อย ไม่ว่าจะต่อสู้เพื่อให้ได้มาของสิ่งไหนแต่สุดท้ายการรบราฆ่าฟันมันย่อมมีการสูญเสีย ไม่ว่าจะฝ่ายไหน หรือทั้งสองฝ่ายต่างก็ต้องเจ็บด้วยกันทั้งนั้น ถึงจะผ่านไปแค่ไหนแต่ความแค้นก็ยังไม่อาจลบล้างด้วยความแค้นเหมือนกันได้ สุดท้ายคนที่ต้องตายก็คือคนเหมือนกัน ดังนั้นเลิกทะเลาะกันเถอะนะ... 

 

 

 

วันก่อนเพิ่งมีโอกาสได้ดู Always 2 ภาคต่อของหนังญี่ปุ่นที่ 1 ในดวงใจจากแผ่น DVD เพราะว่าอดไปดูโรงไม่ทัน พอได้ดูแล้ว ก็ยังรู้สึกได้เลยว่า "มันยังเหมือนเดิม" ถนนสายที่ 3 ในวันนั้น เหล่าผู้คนยังคงใช้ชีวิตของเขาอยู่่อย่างเช่นเคย หนังเดินเรื่องต่อจากภาคแรกห่างกันไม่กี่เดือน สานต่อเรื่องที่ยังค้างคาได้อย่างไม่ขาดไม่เกิน ทำให้ยังคงเป็นหนังที่น่าดูและประทับใจของผมอย่างไม่เปลี่ยนแปลงเลย ตอนก่อนจะดูผมก็คิดไว้เสมอว่ามันจะเป็นยังไงต่อไปนะ มันจะสานต่อเรื่องราวของผู้คนเหล่านั้นยังไง พอได้ดูเข้าจริงก็น้ำตาแตกอีกแล้ว T_T มากิจังยังแสดงได้ดีหรือดีกว่าเดิมหว่า(เอาซะหน่อยฮา)

โดยรวมแล้วหนังยังคงให้ความรู้สึกแบบเดิม ไม่พีคหรือเรียกน้ำตากันแบบบิ้วกันจนเกินไปแต่เป็นการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายผ่านบรรยากาศ ของประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านสงครามโลกมาหมาดๆ "ประเทศนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป" คำพูดนึงของตัวละครในเรื่องที่ผมเข้าใจได้เลยว่า มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศกว่าจะมาเป็นอย่างทุกวันนี้ตรงประสบพบเจอกับอะไรมาบ้าง และผู้คนรู้สึกกันอย่างไร ขอบอกไว้แค่นี้เพราะไม่อยากให้คนที่ยังไม่ได้ดูไม่สนุกอ่ะ

 


 

พอได้ดูจนจบก็ทำให้ผมยิ่งชอบหนังเรื่องนี้มากเข้าไปอีก จนอยากไปเอาภาคแรกมาเปิดแล้วก็เปิดภาคสองนี่ตามติดเป็นหนังยาวไปเลย สิ่งที่ได้มันมากมาย มากมายจนไม่รู้ผมจะอธิบายออกมายังไงดีกับหนังซักเรื่องที่บรรจงสร้างอย่างละเมียดละไม

 สำหรับคนที่ยังไม่เคยดูหรืออยากดูหรือรอแผ่นล่ะก็ ตอนนี้แผ่นออกจำหน่ายแล้วนา ไปหาซื้อจับจองความประทับใจได้เลยจ้า แล้วจะรู้ว่า "สิ่งที่สำคัญกว่าเงิน" มันเป็นยังไง

สุดท้ายฝากเพลงในเรื่อง Hana no Na ไว้หน่อย ตอนได้ฟังน้ำตาไหลอีกแล้ว

Hana no na

Artist : BUMP OF CHICKEN (ost. ALWAYS2)

Kantanna koto nanoni
Doushite ienain darou
Ienai koto nanoni
Doushite tsutawarun darou

Isshoni mita sora wo wasuretemo
Isshoni ita koto wa wasurenai

Anata ga hana nara
Takusan no sorerato
Kawarinai no kamoshirenai
Soko kara hitotsu wo eranda
Boku dakeni utaeru uta ga aru
Anata dakeni kikoeru uta ga aru

Boku ga kokoni waru koto wa
Anata no waratta shoukode
Boku ga kokoni oku uta wa
Anata to doita shoukode

Ikiru tikara wo karitakara
Ikiteiru utini kaesanakya

Namida ya egao wo wasureta toki dake
Omoi dashite kudasai
Onaji kurushi mini mayotta
Anata dakeni utaeru uta ga aru
Boku dakeni kikoeru uta ga aru

Minna aitai hito ga iru
Minna matteiru hito ga iru
Aitai hito ga irunonara
Sore wo matteiru hito ga iru
Itsudemo

Anata ga hana nara
Takusan no sorerato
Kawarinai no kamoshirenai
Soko kara hitotsu wo eranda
Boku dakeni anata dakeni
Itsuka namida ya egao wo wasureta toki dake
Omoi dashite kudasai
Mayowazu hitotsu wo eranda
Anata dakeni utaeru uta ga aru
Boku dakeni kikoeru uta ga aru
Boku dake wo matteiru hito ga iru
Anata dakeni aitai hito ga iru

แบบแปลเป็นภาษาไทย

แม้เป็นเรื่องง่าย แต่เหตุใดกลับเอ่ยออกมาไม่ได้
แม้ไม่ได้เอ่ยออกมา แต่เหตุใดกลับรับรู้ได้
แม้จะลืมท้องฟ้าที่เคยมองด้วยกัน
แต่ฉันไม่เคยลืมว่าเราเคยอยู่ร่วมกัน
ถ้าเธอเป็นดอกไม้
ก็อาจไม่ต่างอะไรจากที่มีทั่วไป
แต่จากหนึ่งในนั้น
ยังมีบทเพลงที่มีเพียงฉันที่ขับขาน
มีบทเพลงที่มีเพียงเธอที่ได้ฟัง

การที่ฉันอยู่ตรงนี้ คือสิ่งแสดงว่าที่ตรงนี้เคยมีเธอ
บทเพลงที่ฉันวางไว้ณ.ที่แห่ง
คือสิ่งแสดงว่าฉันได้วางมันไว้กับเธอ
เราขอยืมพลังในการใช้ชีวิตมา
เราก็ควรจะคืนมันในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เช่นกัน
ยามที่เธอหลงลืมรอยยิ้มและคราบน้ำตา
จงจำไว้ว่า
ในห้วงความทุกข์เดียวกัน
ยังมีบทเพลงที่มีเพียงเธอทีี่ขับขาน
มีบทเพลงที่มีเพียงฉันที่ได้ฟัง
ทุกคนมีคนทีคนที่อยากเจอ
ทุกคนมีคนที่เฝ้ารอ
พวกเรามีคนที่อยากเจอ
นั่นคือมีใครกำลังเฝ้ารอเราอยู่เสมอ

ถ้าเธอเป็นดอกไม้
ก็อาจไม่ต่างอะไรจากที่มีทั่วไป
แต่จากหนึ่งในนั้น มีสิ่งที่ถูกเลือกไว้
สำหรับฉัน สำหรับเธอ
ยามที่เธอหลงลืมรอยยิ้มและคราบน้ำตา
จงจำไว้ว่า
มีสิ่งหนึ่งที่ถูกเลือกมาโดยไม่ลังเล
ยังมีบทเพลงที่มีเพียงเธอที่ขับขาน
ยังมีบทเพลงที่มีเพียงฉันที่ได้ฟัง
ยังมีใครที่เฝ้ารอเพียงฉัน
ยังมีใครที่อยากพบแต่เธอ
 

ในที่สุดก็คว้าความฝันนั้นมาเป็นจริง...

 

 

 วันนี้เปิด website ร้านบูมเมอร์แรงหาหนังน่าสนใจตามปกติ ก็ไปเจอหนังที่อยู่ในรายการที่ต้องซื้อให้ได้ ตามหัวข้อเลยก็เรื่อง Always 2: Sunset on Third Street หรือชื่อไทยว่า ถนนสายนี้ หัวใจไม่เคยลืม  เห็นจากใน website บอกเอาไว้ว่าจะออกสิ้นเดือนนี้แล้ว สำหรับคนที่อยากได้เรื่องนี้เก็บไว้(ขอบอกว่าน่าซื้อเก็บมาก) รอซื้อหากันเป็นเ้จ้าของได้แล้วนะ

ข้อมูลจากเว็บ http://www.boomerangshop.com/web/productdetail.aspx?pid=213550 

ภาคสองนี้ไม่ได้มีโอกาสไปดูในโรง เพราะไม่ว่างกับโรงที่เข้าแถวบ้านไม่มีเลยอะ  แต่ดูจากการพูดคุยตาม webboard แล้วว่าหนังไม่ได้ด้อยไปกว่าเดิมเลย ทีมนักแสดงก็ยังชุดเดิม (มากิจางงงง) แนะนำว่าถ้ายังไม่รู้จักเรื่องนี้ก็ให้ไปหามาดูซะเพราะมันเป็นหนังญี่ปุ่นที่ควรดูและ เอามาคิดตามได้ดีมากยิ่งยุคสมัยนี้ด้วยแล้วยิ่งควรเอามาดูอย่างแรง

ฝากตัวอย่างจากหนังไว้ดูกันเรียกน้ำย่อยเล็กน้อยสำหรับคนที่สนใจ